The Debate

ผลบอลสดพรีเมียร์ลีก: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

เกม โร ม่า 1️⃣2021,คำแนะนำของ ASLซื้อแนวรับ 1,260-1,255 มีโอกาสกลับตัวขึ้นทางเทคนิคแนวต้าน 6.45-6.80 บาท,IMPACT(+)SCC EPG BDMS KCE STA TOP VIBHA BEM SAMART GL CBG COM7 PS VNG TIPCO JASIF VIH ขณะที่นักลงทุนกังวลว่า การร่วงลงอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน โดยล่าสุดเมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโลแห่งเวเนซุเอลาประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หลังจากราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก โดยเวเนซุเอลาเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่กำลังทรุดตัวลง ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ได้ทำการรวบรวมหุ้นเด่นช่วงบ่ายจากบทวิเคราะห์แต่ละโบรกเกอร์ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เฉพาะด้านเทคนิค มีทั้งหมด 4โบรกเกอร์ ดังนี้สรุปภาวะตลาดภาคเช้า :SET โดนตลาดต่างประเทศกดดัน SET กลับมาปรับตัวลง หลังโดน sentiment ตลาดต่างประเทศที่เป็นลบ ผสมเช้านี้เกิดเหตุระเบิดกรุงจาการ์ตา เป็นปัจจัยกดดันหลัก โดยช่วงแรกการเคลื่อนไหวเหมือนแข็งแกร่งกว่าภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นยุโรปเป็นไปอย่างซบเซา เพราะได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กที่ดิ่งลงหลุดจากระดับ 30 ดอลลาร์/บาร์เรล และความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังจากธนาคารกลางจีนเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวนในเดือนธ.ค.อยู่ที่ระดับ 5.978 แสนล้านหยวน (9.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งลดลงจาก 7.089 แสนล้านหยวนในเดือนพ.ย.นอกจากนี้ นักลงทุนยังเทขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ โดยตลาดได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน และผลประกอบการที่สดใสของบริษัทเอกชน รวมถึงเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค สำหรับรายละเอียดการรับซื้อไฟในระยะที่ 1 จำนวน 46 เมกะวัตต์ ได้แบ่งเป้าหมายการรับซื้อตามประเภทเชื้อเพลิงและกำลังการผลิตติดตั้งเป็นก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) จำนวนไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ และชีวมวล จำนวนไม่เกิน 36 เมกะวัตต์ โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding) และจะคัดเลือก เชื้อเพลิงแต่ละประเภทแยกจากกัน นายวีระพล กล่าวแนะนำซื้อ UNIQ โดยมีแนวรับที่ 18.80 และ 18.60 และมีแนวต้านที่ 20.00 และ 20.70 เป็นจุดขายทำกำไร ,ปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนแรงลงนั้น มาจากรายงานรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book ที่ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายเขตของสหรัฐชะลอตัวลง เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของผู้บริโภค ขณะที่ภูมิภาคบางแห่งได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันนั้น ได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของราคาน้ำมันขณะที่นักลงทุนกังวลว่า การร่วงลงอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน โดยล่าสุดเมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโลแห่งเวเนซุเอลาประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หลังจากราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนัก โดยเวเนซุเอลาเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่กำลังทรุดตัวลงด้านนายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการรฟม. เปิดเผยว่าในการกำหนดค่าโดยสารสายสีม่วงนั้น รฟม.ได้ประเมินจากหลายปัจจัยโดยคำนึงถึงผู้โดยสารเป็นหลัก ซึ่งพบว่า อัตรา 14-42 บาทนั้นเหมาะสม ยอมรับได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางแบบอื่น รวมถึงต้องมีความสะดวกในการใช้บริการ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่า รายได้ของสายสีม่วงจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหรือไม่ ซึ่งหากไม่เพียงพออาจจะต้องเสนอการสนับสนุนภาครัฐบาล MACD ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยในแดนลบ เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มขึ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุผ่านแนวโน้มลง RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 60,อนึ่งโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา นับเป็นสถานประกอบการแห่งแรกของบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทยระดับสมบูรณ์ขั้นสูงสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการดูแลบุคลากรทุกระดับยึดหลักตามมาตรฐานสากล และร่วมยกระดับมาตรฐานด้านแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกต่อไป、กีฬา9ราชมงคล2563、ส่วนปัจจัยลบด้านอื่นได้แก่ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 12ปี จากความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอุปสงค์น้ำมันดิบ และดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิด (13 ม.ค.) ที่ 16,151.41 จุด ร่วงลง 364.81 จุด หรือ -2.21% วันนี้ตลาดย่อตัวลงหลังวานนี้ปรับขึ้นไปซื้อขายใกล้แนวต้านที่ 1280 มองว่าการย่อตัวลงในรอบนี้ไม่ควรจะย่อตัวต่ำกว่า 1250 จุด คาดกรอบวันนี้ที่ 1250,1255-1280 จุด กลยุทธ์ระยะสั้น เน้นทยอยซื้อเมื่ออ่อนตัว โดยเพิ่มสัดส่วน Port ขึ้นมาระดับ 30-40%รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 334,207 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย มีนบุรี มีมูลค่าโครงการ 56,725 ล้านบาท 2.โครงรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว สำโรง มีมูลค่าโครงการ 54,768 ล้านบาท。

CPR (7.15 บาท)สัญญาณ: ซื้อเครื่องชี้: ดีแนะนำ: เก็งกำไรเร็วความเห็น: แรงเหวี่ยง 7.60; ให้ขายตัดขาดทุนหากราคาต่ำกว่า 7SET : จบไม่สวย ปัจจัยที่ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นนั้น มาจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ฟื้นตัวขึ้นติดต่อกัน 2 วันทำการ หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันที่สูงเกินไปอย่างไรก็ตาม ยังคงแนะนำ BUY เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงกว่า -44% ytd และต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ 10.94 บาท สะท้อนการหดตัวแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ ระยะสั้นหุ้น MCOT ยังมี Sentiment บวกจากความคืบหน้าการเจรจาคืนคลื่นฯ 2600 MHz ซึ่งทำให้มีความคาดหวังว่า MCOT จะได้รับเงินชดเชยระดับกว่าพันล้านบาท รวมทั้งความคาดหวังต่อกำไรจากการขายที่ดิน 50 ไร่ (มูลค่า 2 พันล้านบาท) ที่ผู้บริหารระบุว่าจะขายในปีนี้,IRPC (TP5.0*): Support 4.54/4.5 Resistance 4.74/4.82พอร์ตว่างรอเปิด Long ที่ 772 จุด การ exercise UAC-W1 ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย โดยในวันที่ 14 มกราคมนี้ จะเปิดให้นักลงทุนแจ้งความจำนง เพื่อใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นวอร์แรนต์เป็นหุ้นสามัญ โดยมีราคาใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญ 5.5555 บาท/หุ้น และมีอัตราการใช้สิทธิ 1 วอร์แรนต์ ต่อ 1.35 หุ้นสามัญ ทั้งนี้ในวันที่ 30 มกราคม 2559 UAC -W1 จะพ้นสภาพการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai โดยเงินที่ได้นี้จะช่วยรองรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคตให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทและส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นด้วย นายชัชพล กล่าว ส่วนเงินยูโร ช่วงเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 1.0890/0915 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.0882/0884 ดอลลาร์/ยูโรSVOA ว่าไปแล้ว เอส วี โอ เอ จัดเป็นหุ้นถูก กำไรดี ค่า PE ต่ำ และมูลค่าซ่อนเยอะ แต่นิสัยเสียตรงที่ราคาหุ้นนั้นไร้ทิศทาง ซึ่งโดยศักยภาพของบริษัท ควรจะทำให้ราคาหุ้นเดินหน้าขาขึ้นด้วยซ้ำ ล่าสุดค่า PE 9 เท่า และมี Book value เฉพาะตัวบริษัทอยู่ที่ 1.8 บาทสูงกว่าราคากระดาน ที่น่าสนใจคือถือหุ้น LIT อยู่ในปริมาณ 47% เกิด hidden asset จากเงินลงทุนปริมาณไม่น้อยกว่า 750 ล้านบาท เพราะราคาหุ้น LIT วิ่งแรงอย่างมากธุรกิจ : พัฒนาและจำหน่ายโปรแกรมเกมส์ และพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตลาดภูมิภาคผันผวน [Nikkei225 +0.73%][FBMKLCI +0.31%][HSI -0.81%][SSE -1.54%][TAIEX +0.25%] เคลื่อนไหวทั้งสองแดน โดยราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นเมื่อคืน เป็นปัจจัยบวกช่วยสนุนให้มีการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน และข้อมูลเศรษฐกิจวันนี้ คือยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวนในเดือนธ.ค.อยู่ที่ระดับ 5.978 แสนล้านหยวนแนวโน้มในระยะสั้นๆแนวรับ 206.00 บาทได้เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งเพราะรองรับมาได้ถึงสองครั้งหรือเป็น Double Bottom ที่มีความสำคัญเพราะหากแพ้พ่ายแล้วรองรับไม่อยู่จะเป็นสัญญาณขายที่แข็งแรงอีกระลอกและจะมีแนวรับเป้าหมายอยู่ที่ 158.00 บาทเป็นอย่างน้อยปัจจัยไทย คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะนำเสนอร่างพรบ.ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านการนำหลักบรรษัทภิบาลที่ดีตามมาตรฐานสากลมาปรับใช้ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งนี้บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ของงบการเงินรวม และภายหลังการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 15 ม.ค.59, หุ้นตะวันออกกลางดิ่งหนัก หวั่นอิหร่านส่งออกน้ำมันเพิ่มหลังมีการยกเลิกคว่ำบาตร,ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ร่วงลง 0.2% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจลดลง 0.2% ในเดือนพ.ย.2015 หลังจากปรับตัวลง 0.1% ในเดือนต.ค. โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า สต็อกสินค้าที่อ่อนแอจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4ทั้งนี้ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศปีนี้มีโอกาสกลับมาขยายตัวได้ดี เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจะส่งผลดีเอื้อต่อระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ประกอบกับภาครัฐบาลยังคงใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นปัจจัยบวกหลักสนับสนุนการฟื้นตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งทางบริษัทประเมินตัวเลขการเติบโตของจีดีพีปีนี้อยู่ที่ระดับ 2.8% 3.8%。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.